วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีทำบุญ คือ วิธีทำความดี ทำสิ่งที่ทำแล้วได้ชำระความเศร้าหมองเร่าร้อน

กุศลกรรมบถ ๑๐

(๑)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางกาย
ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์อื่นให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน
(ปาณาติปาตา เวรมณี)

(๒)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางกาย
ด้วยการไม่ลักทรัพย์ ถือเอาของที่เขาไม่ให้ด้วยอาการขโมย
(อทินนาทานา เวรมณี)

(๓)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางกาย
ด้วยการไม่ประพฤติผิดในกาม
(กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี)

(๔)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางวาจา
ด้วยการไม่พูดเท็จ
(มุสาวาทา เวรมณี)

(๕)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางวาจา
ด้วยการไม่พูดจายุยงส่อเสียด
(ปิสุณาวาจา เวรมณี)

(๖)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางวาจา
ด้วยการไม่พูดจาร้าย หยาบคายด่าทอ
(ผรุสวาจา เวรมณี)

(๗)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางวาจา
ด้วยการไม่พูดเพ้อเจ้อ กล่าววาจาไม่เป็นประโยชน์
หรือกล่าววาจาโปรยประโยชน์
(สัมผัปปลาปา เวรมณี)

(๘)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางใจ
ด้วยการไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น
(อนภิชฌา)

(๙)
ตั้งใจและเพียรระวังเพื่อเว้นจากการทำไม่ดีทางใจ
ด้วยการไม่คิดไม่ดี คิดไม่พอใจ โกรธ คิดร้าย
คิดพยาบาทอาฆาตจองเวรผู้อื่น
(อพยาบาท)

(๑๐)
ตั้งใจและเพียรพัฒนาใจของตนเอง
ด้วยการพยายามศึกษาหาความรู้เพื่อให้ตนเป็นผู้มีปัญญา มีความเห็นชอบ
คิดเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
(สัมมาทิฏฐิ)

กุศลกรรมบถ ๑๐ จึงเป็นจุดเริ่มต้น และบุญจึงไม่ใช่เฉพาะต้องมีวัตถุเงินทองถึงจะทำได้
บุญอยู่ที่ความตั้งใจ อยู่ที่เจตนา การทำบุญด้วยวัตถุเงินทอง (ในข้อทานมัย) นั้น
ก็เป็นเพียงส่วนเดียว แท้ที่จริงแล้วบุญนั้นสามารถเพิ่มพูนได้ตลอดในแทบทุกอย่าง
ในชีวิตประจำวัน บุญอยู่ที่ความเข้าใจ รู้ว่าอะไรอย่างไรคือบุญ ทุกครั้งที่มีโอกาส
โดยไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องมีเงินทองวัตถุข้าวของมากมายเสมอไป
ก็สามารถสะสมเพิ่มพูน ‘บุญ’ ได้มากมายมหาศาลเท่าเทียมกันทุกคน
ทีี่มา:http://guru.google.co.th

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การทำความดี

การทำความดี

ต่อไปนี้ถึงเวลาที่เราจะปฏิบัติจิตตภาวนา เราได้กระทำมาทุกวันๆ เพื่อเป็นเครื่องอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นปัจจัยน้อมนำไปในทางที่ดี เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตัวของเราเอง การทำความดีให้ถูกต้อง ตรงตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สมควรอย่างยิ่งที่เราทั้งหลาย ที่ต้องการความสุข ต้องการความสงบ ต้องการออกจากทุกข์ ไม่มีการออกจากทุกข์ใดๆ ที่สำคัญเหมือนกับการสร้างความดี แม้ในอดีต ผู้ที่ได้ความสุขล้วนแต่เป็นผู้ประพฤติดีทั้งนั้น ไม่มีใครประพฤติชั่วแล้วได้ความสุข ได้สำเร็จมรรคผลนิพพาน ไม่มี เมื่อเราทราบชัดอย่างนี้แล้ว เราก็มุ่งมั่นทำแต่ความดี ไม่ต้องลังเลใจ สงสัยในจิตในใจว่า เราทำนี้จะได้รับผลไหมหนอ เราจะได้ความดีไหมหนอ มัวแต่ลังเลใจ มัวแต่สงสัยในจิตในใจ กาลเวลาหมดไปๆ ผลที่สุด เราก็ไม่ได้อะไร เพราะเราไม่ได้ตัดสินใจให้แน่วแน่ และประพฤติปฏิบัติลงไป

การทำความดีนั้น ไม่ใช่เราคิดทำเอง โดยไม่มีเหตุมีผล โดยไม่มีเยี่ยงอย่าง  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเนติแบบฉบับ เป็นบรมครูของเรา ที่ท่านได้เป็นพระศาสดาเอกในโลกได้ เพราะพระองค์ทำความดี ด้วยกาย ด้วย วาจา และด้วยจิตใจ เสมอตลอดมา ความดีจึงปรากฏขึ้นสมบูรณ์บริบูรณ์ในพระองค์ ตรงกันข้ามกับบุคคลที่ทำไม่ดี สร้างความทุกข์ใส่ตัวเอง แล้วก็สร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น สร้างความไม่สงบ สร้างความเดือดร้อน สร้างความเสื่อมเสีย หลายอย่างด้วยกัน ทั้งหมดนี้ล้วนจากสิ่งไม่ดีทั้งนั้น ทำไมการทำอย่างนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะทุกคนไม่ชอบผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำเช่นนั้น การกระทำเช่นนั้น จึงได้จัดในหมู่ ในหมวดในทางที่ไม่ดี ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์พยายามละ และแนะนำสั่งสอนให้สาวกละตามด้วย เราทั้งหลายปฏิบัติความดีด้วยจิตตภาวนานี้ ก็เพื่อให้ห่างจากสิ่งไม่ดีนั้นเอง เพราะเราคนเดียว กายก็มีกายอันเดียว เมื่อกายของเราทำความดีแล้ว เราก็เท่ากับเหินห่างจากสิ่งที่ไม่ดี วาจาของเรา

เมื่อเราพูดแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ เป็นวาจามั่นคง เป็นวาจาที่สะอาดบริสุทธิ์หมดจด บัณฑิตทั้งหลายนิยมชมชอบ เมื่อเราพูดแต่สิ่งที่ไม่ดี ไม่เกิดประโยชน์ เราก็ไม่ได้พูด ก็ชื่อว่าเราห่างจากสิ่งที่ไม่ดี เมื่อจิตใจน้อมนึกระลึก สิ่งที่ดีมีประโยชน์ ให้เกิดสติ เกิดปัญญา เกิดศรัทธา เกิดความเพียรพยายาม ล้วนแต่ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตัวของตัวเอง ก็เท่ากับเราไม่ได้ไปคิดในเรื่องที่ชั่ว เรื่องที่มีโทษ เมื่อเราคิดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ เมื่อเรากระทำความดีอยู่อย่างนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของเรา ก็ล้วนแต่อยู่ด้วยดี ชีวิตที่ผ่านมาหมดไปแล้ว ก็หมดไปด้วยดี ชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติไม่ลดละ ความดีของเรายิ่งงอกงาม เจริญเพิ่มเติมขึ้นอีกตามลำดับ เราสามารถจะมีกำลังเอาชนะสิ่งที่ไม่ดี อันเป็นสาเหตุให้ขัดขวางความดีได้ เพราะเหตุนั้น การทำความดีเป็นสิ่งที่จำเป็น เราควรศึกษาให้เข้าใจชัด ให้เห็นแจ้งตามหลักแห่งความจริง แล้วมุ่งมั่นปฏิบัติด้วยสัจจะ จึงจะรู้ของจริง จึงจะได้ประสบความจริง เพราะคำว่าเป็นธรรมมีอยู่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา แต่จิตของเรา เมื่อยังไม่เป็นธรรมแล้ว ถึงธรรมมีอยู่เราก็อ่านไม่ออก เพราะเราไม่ได้ศึกษา

เหมือนผู้ไม่ได้ศึกษาตัวหนังสือ ไม่ได้ศึกษาภาษาต่างๆ เขาใช้ได้ทั่วโลก แต่เราไม่ได้ศึกษา แล้วเราก็พูดไม่ได้ อ่านไม่ออก ถึงมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี
ความสุขมีอยู่ แต่เราไม่ได้ศึกษาให้ถูกต้อง เราก็ไม่ได้รับผลจากสิ่งที่มีอยู่ คือ ความสุข ไม่ได้เป็นสมบัติของเราเลย เป็นสมบัติเลื่อนลอยอยู่อย่างนั้น ไม่เกิดประโยชน์แก่บุคคล ผู้ไม่รู้จัก บุคคลผู้ไม่ศึกษา มรรค ผล ธรรมวิเศษ ถึงมีอยู่ก็ตาม เมื่อเราไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ ไม่ประกอบให้ปรากฏขึ้นเป็นสมบัติของเราแล้ว เหมือนกับไม่มี ไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ พระพุทธเจ้าเท่านั้น พระอริยเจ้าเท่านั้น ท่านเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากธรรมะซึ่งเป็นของจริง เป็นสิ่งที่มั่นคง ท่านได้รับประโยชน์จากธรรมะเหล่านั้น ท่านก็ได้พ้นจากทุกข์ เพราะอาศัยรู้ธรรมสิ่งเหล่านี้ อาศัยปฏิบัติธรรม อันเป็นความจริงเหล่านี้

ธรรมที่เป็นความจริงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ถึงแม้ว่าท่านสอนหลายนัย หลายอย่าง มีประการต่างๆ ก็จริงแล แต่ถ้าหากเราจะเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องเอามาทั้งหมด เหมือนกับเราบริโภคอาหาร หรือเหมือนกับเราต้องการยาบำบัดโรค ซึ่งเภสัชกรเขาแต่งไว้หลายขนานหลายอย่างด้วยกัน เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเหมายานั้นมาบริโภคให้หมด ให้ร่างกายสมบูรณ์บริบูรณ์ ให้มั่นคง ดีไม่ดีก็เป็นอันตรายด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะบริโภคยา เพื่อบำบัดโรค จะต้องศึกษาโรค ศึกษายาให้แน่ชัด แล้วเอามาใช้ให้เหมาะสม ให้พอดีกับโรคพอดีกับยา ก็ย่อมได้รับประโยชน์

การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นจะต้องเหมาพระไตรปิฏก ให้เหมาะสมแก่จริตแก่นิสัยของเรา ให้รู้จักนิสัยของเรา ให้รู้จักอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา อารมณ์ส่วนกิเลส ส่วนไหนเบาบาง ส่วนไหนหนาแน่น ส่วนไหนเราจะเอาธรรมจากส่วนไหนมากำจัด มาระงับ เราก็เลือกเอาให้เหมาะสม พอดีพองาม เราก็จะได้รับประโยชน์ จาการประพฤติ การปฏิบัติ ไม่ต้องเสียเวลา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงสอนให้ตรวจตรา พิจารณาดูอารมณ์ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา อารมณ์ในส่วนที่ไม่ดี ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ในใจดวงนี้ อารมณ์ที่ดี สิ่งที่ดี ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ในจิตใจดวงนี้ เมื่อทั้งดี ทั้งไม่ดี ทั้งมีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ มันมีอยู่อย่างนี้แล้ว จำเป็นที่เราจะต้องศึกษา แล้วเลือกดูหน้าตาให้ชัด บางทีเราอาจจะเข้าใจผิด ของแท้อาจจะเข้าใจว่าเป็นของเทียมก็ได้ ของเทียมอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นของแท้ก็ได้

เพราะฉะนั้น ต้องสังเกตดูนานๆ ดูเหตุผล ให้แน่นอน ให้แจ้งชัด เมื่อเราเห็นเหตุ เราจะทำเหตุ เราจะพูด เราก็ต้องตรวจดูถึงผล ว่าเราจะทำกรรมใดๆ จะลงมือทำก็ต้องตรวจ พินิจพิจารณาดูผลที่จะเกิดขึ้น เราจะปฏิบัติทางจิตใจก็เช่นเดียวกัน เมื่อเรารู้ทั้งเหตุทั้งผลแล้ว เราปฏิบัติมีศรัทธาเชื่อมั่น มีความเพียรพยายาม จิตตั้งมั่น มีความระลึกไม่ลดละ มีปัญญาสอดส่อง ตรวจตรองแก้ไข ไปตามลำดับ ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง ได้รับความสงบ ได้รับความสุข ตามเป้าหมายที่เราทั้งหลายได้ตั้งใจไว้ ไม่เป็นสิ่งเหลือวิสัย พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์สอนพอดีแล้ว แต่เราผู้มาใช้ไม่รู้จักประมาณในการใช้ ไม่รู้จักพอดี ถ้าเรารู้จักมาใช้พอดี ให้เหมาะสมแล้ว ก็ย่อมมีประโยชน์แก่ทุกๆ คน

เหมือนเครื่องจักร เครื่องยนต์ นายช่างที่เขาทำพอดีแล้ว ท่อนเหล็กชนิดไหนมันก็หมุนไปได้ เดินไปได้ไม่ว่าท่อนไหน เหมาะสมในตามรูปร่างลักษณะของมันแล้ว มันก็สำเร็จประโยชน์ จะใช้ไปในทางที่กำหนดเวลา ก็ตรงกับเวลา จะใช้ในประเภทไหนๆ ก็ให้เหมาะสม พอดีในประเภทนั้นๆ ก็ได้สำเร็จประโยชน์ ฉันใด การอบรมฝึกฝนจิตใจจะหนาแน่นสักเท่าไรก็ตาม ไม่เหลือวิสัย ที่สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรพยายามของเรา ที่จะไม่ได้ เพราะมีผู้ทำได้แล้ว เราก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน กิเลส มันไม่ใช่ว่ามันฉลาดแค่ไหน ลึกลับมาจากไหน มันก็แสดงออกมาในจิตก็มีขึ้นในจิต ไม่ได้มีบนฟ้า บนอากาศที่ไหนที่เราจะไปไม่ถึง มันมีอยู่ในกาย ใจจิตของเรานี้ เมื่อกายมีอยู่ เราก็สามารถที่จะรู้ได้ ถ้าเราศึกษา เมื่อจิตมีอยู่ เราก็สามารถจะรู้ได้

เพราะพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ศึกษาแค่นี้เอง พระองค์ไม่ได้เที่ยวไปศึกษาที่ไหน แต่พระองค์ก็สามารถเป็นโลกวิทู พระองค์รู้แจ้งเรื่องโลก พระองค์ไม่ได้แต่งขึ้นยานพาหนะไปเที่ยวประเทศนั้น ประเทศนี้ ไปเที่ยวจักรวาลนั้น ไปเที่ยวจักรวาลนี้ เปล่า พระองค์นั่งอยู่ในที่แห่งเดียวเท่านั้น พระองค์ยังสามารถระลึกทั้งในปัจจุบัน ทั้งอดีต อย่าว่าแต่โลกนี้ บุพเพแต่ชาติปางก่อน ถอยหลังร้อยชาติ อสงไขยชาติ ก็สามารถที่จะรู้ได้ เห็นได้ แม้แต่อนาคตข้างหน้า พระองค์ก็สามารถรู้ได้ตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน ว่าสัตว์ทั้งหลายเกิดมาทำกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประพฤติประกอบไปด้วยความสุจริต มีศีลธรรม มีศรัทธาอันชอบ มีความเพียรอันชอบ เป็นสัมมาทิฏฐิ รู้จักคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความเคารพนบนอบ ในคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ รู้จักคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เป็นคนมีกายอันสะอาด มีวาจาสะอาด มีจิตใจสะอาด เมื่อละขันธ์คือ อัตภาพ อันนี้ไปแล้ว ได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์เป็นจำนวนมาก

บุคคลผู้มีกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถือมั่นในมิจฉาทิฏฐิ ไม่เคารพต่อบุคคลที่ควรเคารพ ไม่บูชาต่อบุคคลหรือวัตถุที่ควรบูชา มีความโลภครอบงำ มีความอิจฉาริษยาอยู่ประจำ ในจิตใจอยู่ตลอดเวลา เมื่อละขันธ์แล้ว ไปสู่ทุคตินรก อสูรกาย สัตว์เดียรัจฉาน ตกทุกข์ได้ยาก พระองค์เห็นชัด ที่ตกนรกก็ดี ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานก็ดี เป็นเปรตก็ดี พระองค์เห็นด้วยธรรมจักษุ ด้วยตาอันสะอาด บริสุทธิ์หมดจด ไม่มีอะไรสงสัย  เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่ได้เที่ยวที่ไหน พระองค์ก็รู้ในใจนี้เอง เพราะสิ่งเหล่านี้มีขึ้นในใจ เพราะฉะนั้น เราทั้งหลาย ใจนี้ควรฝึก ใจนี้ควรอบรม เมื่อเราอบรมดีแล้ว ประโยชน์สุขมาสู่ตัวของเรา ที่เราทั้งหลาย ได้พยายามตั้งใจอบรม มาตามลำดับ ได้ทำมาแล้ว ควรจะทำต่อไป
ถ้าเราทั้งหลาย ทำไม่ลดละ พยายามติดต่อต่อเนื่องกัน จิตใจของเราจะต้องฉลาดแน่นอน

เหมือนกับเราพยายามเรียนหนังสือ หรือฝึกหัดวิชาการทำงานทางโลก แรกๆ เราก็ทำอะไรไม่เป็น เมื่อเราฝึกไปๆ แล้ว จิตใจก็ย่อมฉลาด
เพราะฉะนั้น ที่เราได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ดีหนักหนาแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ ที่พูดกันรู้เรื่อง สามารถปฏิบัติได้ พระองค์ก็ได้อัตภาพเป็นมนุษย์ก่อน จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า จึงได้เป็นอรหัตอรหันต์ จึงสามารถจะศึกษาปฏิปทา ปฏิบัติให้สิ้นกิเลส แล้วพระองค์สั่งสอนมวลมนุษย์ เป็นผู้จรรโลงพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ไว้ ก็อยู่ในโลกมนุษย์นี้เอง มนุษย์นี้เองเป็นผู้รับทายาท ศาสนธรรม คำสอนของพระองค์ ไม่ใช่อื่นไกล ก็พวกเรานี้แหละ เป็นมนุษย์ก็พวกเรานี้แหละ ควรฝึกได้ ปฏิบัติได้ ศึกษาได้ พวกเรานี้จะทำให้สงบได้ ให้มีความสุขได้ เมื่อเราทำไม่ดียังทำได้ ทำดีจะทำไม่ได้หรือ เมื่อวุ่นวายก่อกวน มันก็วุ่นวายได้ เราจะสงบไม่ได้หรือ เราจะปฏิบัติให้มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ไม่ดี พิจารณาให้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ไม่ดี เพราะสิ่งที่ไม่ดีนั้น อย่าเข้าใจว่ามันมีอุปการคุณ เป็นมิตรแก่เรา เราถือว่าสิ่งที่ไม่ดีนี้เป็นทุกข์ภัยที่เราควรหลีก ควรละ ควรเว้น ตั้งแต่ไหน แต่ไรมา สิ่งที่ไม่ดีเราเรียกว่าอกุศลธรรมก็ดี ไม่ว่าทางทวารไหนก็ตาม เมื่อบังเกิดแล้ว ไม่ใช่เกิดเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เกิดเพื่อแผดเผา ให้คนทั้งหลายได้ทุกข์ ได้ความเดือดร้อน ส่วนความดี ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี เมื่อบังเกิดแล้ว บังเกิดเพื่อความสุข เพื่อประโยชน์เกื้อกูล แก่บุคคลนั้นด้วย เกื้อกูลแก่โลกด้วย

เพราะฉะนั้น การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า การบังเกิดขึ้นของพระธรรม การเกิดขึ้นของพระอริยสงฆ์ จึงเป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ เกื้อกูล ความสุขแก่สาธุชนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย เราทั้งหลาย ที่ได้มาพบ ประสบ ได้ศึกษา ประพฤติ ปฏิบัติ นับว่าเป็นบุญลาภอย่างประเสริฐ ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้เสมอทุกครั้งไป ไม่ใช่ว่ามีทุกแห่งทุกหน มีบางส่วนบางจุดเท่านั้น แล้วก็มีบางคราวเท่านั้น แม้แต่คำว่า พุทโธๆ ไม่ใช่ว่าได้ยินประจำโลก ทุกกาลทุกสมัยเมื่อไหร่ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้บังเกิดในโลก และวางศาสนาไว้แล้ว แม้แต่พุทโธก็ไม่เคยได้ยิน ธัมโมก็ไม่เคยได้ยิน สังโฆก็ไม่เคยได้ยิน ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่เคยได้ยินแล้ว จะปฏิบัติอย่างไร มันก็เหมือนสัตว์ไม่รู้จักอะไรอย่างนั้นน่ะ เพราะสอนกันไม่มีใครจะสอนใคร ไม่มีใครจะบอกใคร เพราะไม่มีใครรู้ ต่อเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ปรากฏขึ้นแล้วในโลก พระธรรมจึงได้ปรากฏ พระสงฆ์ก็ปรากฏ แท้จริงพระธรรมก็มีอยู่ก่อนแล้ว แต่มันยังไม่ปรากฏ เพราะไม่มีผู้ฟื้นฟูขึ้นมาตบแต่ง เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์

เพราะฉะนั้น พึงเข้าใจว่า ปัจจุบันที่เราเกิดมานับว่าเป็นผู้มีโชคดี อย่าให้ความดีนี้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ แต่ละวันๆ ควรตั้งใจประกอบให้ผ่าน ให้สิ่งที่ผ่านไป ก็ผ่านไปด้วยดี ชีวิตของเราที่ยังเหลืออยู่ก็ให้ได้คุณธรรม คุณสมบัติ ความดีที่เราทำไว้ในใจ ไม่ได้หมดไปด้วย ตามเดือน ปี ตามกาลเวลา เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่ธาตุขันธ์ กาลเวลาหมดไป นานไป 2,000 กว่าปีแล้ว ความดีที่พระองค์ได้ทำไว้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้ล่วงไป ไม่ได้หมดไป ยังเหลืออยู่ให้เป็นมรดกตกทอดแก่เราทั้งหลายได้ศึกษาปฏิบัติฝึกหัดอบรม เพราะเหตุนั้น จึงมั่นใจในความดี ที่เราประพฤติปฏิบัติอยู่ว่า ไม่ได้หมดไปตามกาล ตามเวลา ยิ่งปฏิบัติเห็นสัจจะความจริงเท่าไรแล้ว เป็นสิ่งที่มั่นคง และเป็นสิ่งที่ไม่ตาย เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรารู้จัก แต่ถ้าเราไม่รู้จักแล้ว ถึงมีอยู่เหมือนกับไม่มี มันก็ไม่เห็น เพราะไม่รู้จัก

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายตั้งใจศึกษาของจริงอย่างประเสริฐ ไม่ได้อยู่ที่อื่นไกล อยู่ในใจของเรา ทุกข์ก็เป็นของจริงอย่างประเสริฐ มีอยู่ในตัวของเรานี้แหละ พระพุทธเจ้าไม่ได้รู้ตัวที่ไหน รู้อยู่ที่นี่ ท่านอ่านทุกข์ อ่านสมุทัย ที่มีอยู่ที่นี่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าจิตใจของเรา อบรมให้แน่วแน่ผ่องใส ด้วยศรัทธาเลื่อมใส ได้รับความสงบแล้ว เราจะมองเห็นชัด จะรู้ชัด ตามลำดับ ในธรรมที่เราจะต้องรู้ต้องเห็นเป็นประทีปคอยส่องดู สิ่งไหนผิด สิ่งไหนถูก สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร เราก็จะได้หลบหลีก และได้เจริญในสิ่งที่มีประโยชน์

เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ตั้งใจสอดส่อง ธัมมวิจยะ คือ ส่องธรรม ถ้าพูดถึงธรรมแล้ว ก็ต้องพูดถึงใจด้วย เพราะธรรมไม่ได้เกิดนอกใจ มีใจถึงก่อน สำเร็จด้วยใจ เพราะฉะนั้นเราก็ส่องดูใจ เมื่อเราเห็นใจ ก็เห็นธรรม เมื่อเราเห็นธรรมก็เห็นใจอยู่ในที่นั้น เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามระลึก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งละเอียด ถ้าเราไม่ระลึกไว้ เราก็ไม่เห็น ถึงมีอยู่ก็ไม่เห็น เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ ต้องอาศัยความระลึกขึ้นมา จะเป็นพุทโธๆ เราก็ระลึกรู้อยู่ตามลำดับ สติก็ปรากฏขึ้นมา สุข ทุกข์ ที่มีอยู่มันเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราก็จะได้รู้ อารมณ์หยาบ ละเอียด มีอยู่ในจิตใจ เราก็จะได้รู้ จิตใจค่อยสงบ ละเอียด สบาย ตามลำดับ เราก็จะได้รู้ความสบาย จะได้เห็นความสบาย ชัดขึ้นในจิตใจของเรา เราก็จะได้เป็นเครื่องเปรียบเทียบได้ว่า เมื่อจิตของเรา ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติเป็นอย่างไร เมื่อเราระลึกพุทโธๆ ไปแล้ว ความรู้สึกเป็นอย่างไรนั้น แน่นอน จิตใจของเราจะต้องละเอียด จะต้องเบา จะต้องสบายกว่าที่เราปล่อยจิตให้มัวเมา เลินเล่อไปในเรื่องอื่น เรามีความรู้ตัวมากขึ้น มีความเห็นชัดในส่วนผิด ในส่วนถูก ก็มีความเห็นชัดขึ้น เกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งที่ผิด มีศรัทธาที่จะปล่อย ที่จะวาง ที่จะละ ในส่วนดีก็มีศรัทธาที่จะเจริญ ที่จะเพียรพยายามเจริญขึ้นมา

เพราะฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลาย พยายามตั้งใจ ต่อไปนี้จะหยุดการอธิบาย เพื่อให้เราทั้งหลายได้ส่องธัมมวิจยะ ส่องดูธรรมของเรา พุทโธๆ รักษาอยู่อย่างนั้นให้พอดี พองาม คำว่า "พอดี" เราก็รู้จักแต่งให้มันพอดีในใจของเรา ให้มันสงบ ให้มันเบา มันสบาย ตามลำดับ อย่าให้มันเกิน ส่วนเกินส่วนไหน เราก็เอาออก เราไม่เอา ให้เหลือแต่พอดี ที่มันเกิดความสบายขึ้นมา เกิดความสงบขึ้นมา ถ้ามันจะง่วง มันไม่พอดีแล้วนะ มันโน้ม มันหนัก ไปทางขี้เกียจ ไม่สนใจจะทอดธุระ เราก็สร้างความขยัน เอาใจใส่ขึ้นมา ตั้งมั่นขึ้นมา ถ้ามันจะฟุ้งซ่าน มันก็ไม่พอดีอีกแหละ เพราะฉะนั้นเราก็พยายามรู้ตัวให้มาก ให้รู้สึกอยู่โดยเฉพาะภายใน ให้รวมเข้ามา โอปนยิกธรรม คือ น้อมเข้ามาให้มาก อยู่เฉพาะในใจของเรา สอดส่อง เพ่งเล็ง ตั้งจุดลงตรงนั้น รักษาให้พอดีๆ แม้แต่ลมหายใจก็พอดี ความรู้สึกก็พอดี ถ้าเราทำความพอดีไว้ในใจได้แล้ว ใจก็จะรู้สึกเบา รู้สึกสบาย ละเอียด สงบ ไปตามลำดับ เอ้า! ต่อไปนี้ ตั้งใจให้พอดี
ที่มา:http://www.cdthamma.com/text/t014.htm

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำความดีเพื่ออะไร



คนเรา พูดกันตามจริง คนทำดี ไม่จำเป็นต้องได้ดีเสมอไป ว่าไปแล้วส่วนใหญ่จะสร้างความลำบากให้ตัวเองด้วยซ้ำ และมันก็ไม่มีหลักประกันอะไรสักอย่างว่าทำดีแล้วขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก นอกจากที่เล่าๆกันต่อมา จริงเท็จแค่ไหนก็บอกไม่ได้ มิหนำซ็ถ้าเทียบไปแล้วเนี่ยความดี ทำยากกว่าความชั่วเยอะเลย แถมบางครั้งคนที่ทำความดียังถูกด่า ถูกทำร้ายอีกด้วย
 ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ....แล้วทำไมเราต้องทำความดีกัน

  



คำตอบก็คือ ไม่ว่าการทำความดีจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ก็คือ การทำความดีนั้น ทำให้โลกใบนี้มีค่าและน่าอยู่ขึ้น ความดีทำให้เราไม่สิ้นหวัง ว่าอย่างน้อย วันหนึ่งถ้าเราลำบาก ก็อาจมีใครสักคนที่เห็นใจและช่วยเหลือเรา สรุปง่ายๆก็คือผลของการทำความดีนั้น อาจไม่ตอบสนองต่อผู้ทำโดยตรง แต่มันจะตอบสนองต่อโลกทั้งใบ

   
     ป่วยการจะร้องเรียกหาความเป็นทำ
ตราชั่งคว่ำขมำไม่สมดุล
ผู้ใหญ่เข้าข้างคนผิดคิดเกื้อหนุน
ฝ่ายคนดีคอยแต่ลุ้นคำสั่งฟ้า
      คนทำดีไม่ได้ดีไม่มีหรอก
ฟ้าแค่หยอกหวั่นใจเล่นอย่าอ่อนล้า
ปล่อยคนชั่วหลงดีใจคอยเวลา
สักวันฟ้ามีตาคงเห็นเอง
      คนทำดีกรรมบังก็ะมีเยอะ
ปลงเสียเถอะอย่าคาดหวังอย่าวังเวง
หมั่นทำดีไม่หวังผลจงรีบเร่ง
ปล่อยคนชั่วอวดเบ่งไปตามทาง
      ใช้ชีวิตตามระบบตามวิถี
ทำกรรมดีละชั่วคอยสะสาง
เรื่องร้ายร้ายลดละเลิกเพื่อปล่อยวาง
สักวันพบทางสว่งไม่มืดมัว...

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำชั่วแล้ว.. ได้ดี.. ไม่มีในโลก

สัจธรรมของชีวิต.. 
          มีเกิด..ต้องมีตาย...
 
        
         ไม่มีใครเกิดมาแล้ว..อยู่ค้ำฟ้า..เป็นอมตะ.. 
          ไม่มีวันแก่..ไม่มีวันเจ็บ..ไม่มีวันตาย.. 
          เพราะนี้คือ...ความเป็นจริงที่ไม่มีใครหนีพ้น.. 


          แม้สิ่งในโลกนี้.. 
          ก็มีเกิดขึ้น..ตั้งอยู่..และเสื่อมไปเป็นธรรมดา.. 


          มีลาภ...เสื่อมลาภ... 
          มียศ....เสื่อมยศ... 
          มีสรรเสริญ...มีนินทา... 
          มีสุข...มีทุกข์...
 
          โลกธรรม 8 เหล่านี้มีอยู่จริงในโลกใบนี้... 
          และจะยังคงอยู่ตลอดไป... 


          แม้แต่ความดี – ความชั่ว.. 
          ที่หลายๆ คนมักเข้าใจผิดอยู่เสมอว่า... 
          ทำดี..ได้ดี..มีที่ไหน.. 
          ทำชั่ว..ได้ดี..มีถมไป...
 


          ขอให้เข้าใจและเชื่อมั่นเถอะว่า... 
          สัจธรรมของชีวิต.. 
          ถือว่า..เป็นกฎของธรรมชาติ... 
          เป็นสภาวะแห่งความเป็นจริง.. 
          ตราบชั่วกาลสมัย... ที่จะมีต่อไป.. ทุกยุคทุกสมัย.. ตลอดกาลนาน... 


          ทำดี..ย่อมได้ดี...อย่างจริงแท้..แน่นอน.. 
          ทำชั่ว..ย่อมได้ชั่ว...จริงแท้..และแน่นอน.. 


          ไม่มีใครที่จะทำชั่วแล้ว...ได้ดี.. 
          และไม่มีใครที่ทำดีแล้ว...จะไม่ได้ดี...
 


          วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์.. 
          ผลแห่งการกระทำ.. 
          ไม่ว่าจะดี..หรือชั่ว.. 
          ไม่ว่าผลของความดี.. ความชั่ว.. 
          จะหวาน.. หรือ.. ขม.. 


          แต่คุณค่าของความดี..ก็ยังคงเป็นความดี... 
          เป็นคุณธรรมที่งดงามในจิตใจ..ตลอดเวลา.. 
          ดีทั้งกาย..วาจา..ใจ.. 
          คิดดี..ทำดี..พูดดี..ทุกที่ทุกเวลา...
 


          ผลของความชั่ว... 
          ก็คือ... ความเศร้าหมอง... 
          ที่เผาไหม้ในจิตใจตลอดเวลา... 
          ดี – ชั่ว อยู่ที่ตัวทำ... 

          ขอให้เชื่อมันเถอะว่า... 
          ทำดีแล้ว....ได้ดี...แน่นอน.. 
          ไม่มีใครทำชั่วแล้ว...ได้ดี..อย่างแน่นอน
 
          เชื่อเถอะ...เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์...
ที่มา:http://hilight.kapook.com

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำดี มีความสุข ได้บุญ

คนไทยเรานั้น ได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ชอบทำบุญสุนทานอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ซึ่งแม้ปัจจุบัน หลายคนจะรู้สึกกังขาว่า ทำไม คนที่เรารู้สึกว่าชั่ว ยังคงได้ดิบได้ดี เช่น ยังมีเงินทองและใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่าเรา แต่นั่นก็ยังอธิบายได้ว่า เขาทำกรรมเก่าดี หรือยังกินบุญเก่าอยู่ ซึ่งที่เราเห็นด้วยตาว่า เขาสุขสบายก็อาจไม่จริง บางทีเขาอาจกำลังทุกข์ใจ เพราะต้องคอยระแวง ปกปิดความผิดของตน กลัวคนไปล่วงรู้อยู่ก็ได้

อย่าง ไรก็ดี โดยพื้นฐานแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะชอบทำบุญ เพราะเชื่อว่าเป็นการทำความดี และเป็นการสะสมผลบุญ ที่จะสนองให้เราได้รับสิ่งที่ดีในอนาคต หรือในชาติหน้า ซึ่งโดยแท้จริงการทำบุญนั้น ทันทีที่ทำก็เป็นความสุขแล้ว เพราะ บุญ คือ การทำความดีด้วยวิธีการต่างๆ ที่ทำให้อิ่มเอิบเบิกบานใจ

โดย ทั่วไปคนมักทำบุญกุศลด้วยการบริจาคทรัพย์ สิ่งของ หรือให้ทานเป็นโอกาสๆ เช่น บริจาคช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติ ร่วมสร้างศาสนสถาน ทอดกฐินผ้าป่า ช่วยเด็กกำพร้า หรือช่วยซื้อโลงศพ เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี

แต่เชื่อไหมว่า ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น เรามีโอกาสทำความดี หรือทำบุญได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้เงินทองหรือสิ่งของ
ถึงแม้เราจะไม่ได้มีอาชีพเป็นแพทย์ พยาบาลที่ต้องช่วยเหลือคนเป็นประจำอยู่แล้วก็ตาม จะทำได้อย่างไรนั้น

กลุ่ม ประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอเสนอแนะ 9 วิธีทำดี ได้บุญ แบบไม่ต้องใช้เงิน เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านได้สะสมกุศลให้เพิ่มพูนขึ้น ดังต่อไปนี้


1.ตื่นเช้าขึ้นมาก็คิดแต่สิ่งดีๆ
ทันที ที่ตื่นนอน หากเราคิดถึงแต่สิ่งที่ดีที่งาม ก็จะทำให้จิตใจเราสดชื่น กระตือรือร้น พร้อมที่จะรับมือ กับชีวิตประจำวันด้วยความรื่นเริง ไม่หงุดหงิด โมโห แค่นี้ นอกจากเราจะมีความสุขแล้ว คนรอบข้างเราก็มีความสุขไปด้วย ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง

2.ยิ้มแย้มแจ่มใส ในแต่ละวัน
หาก เราจะรู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ว่าจะยิ้มกับคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม หน้าตาของเราก็จะดูเป็นมิตร ทำให้คนอยากเข้าใกล้ ถ้าเราเป็นพ่อแม่ ยิ้มกับลูกก่อนไปทำงาน ลูกก็ดีใจ ลูกยิ้มกับพ่อแม่ๆ ก็สบายใจว่าต่างคนต่างไม่มีเรื่องเดือนร้อนใจแน่ หรือหากมีก็กล้าจะมาปรึกษาหารือ หรือหากเป็นเจ้านาย ยิ้มกับลูกน้องๆ ก็รู้ว่าวันนี้นายอารมณ์ดี ทำให้ทำงานด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกเรียกไปต่อว่า และถ้าเรียกก็ดูน่าจะมีเมตตา กว่าเวลาที่นายทำหน้ายักษ์

3.ทักทาย โอปราศรัย
คน บางคน นอกจากจะไม่ยิ้มกับใครแล้ว ยังชอบทำหน้าบึ้งตึง ไม่คิดจะพูดจาทักทายใครด้วย ซึ่งถ้าเกิดทำงานด้านบริการ คนมาติดต่อคงรู้สึกเกร็ง และกังวลตลอดว่าจะถูกเอ็ดตะโรเมื่อไรก็ไม่รู้ ดังนั้น นอกจากยิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว เราก็ควรจะเอื้อนเอ่ยวาจาทักทายผู้มารับบริการก่อน

การ ทักทายปราศรัยกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้มาขอรับบริการ เพื่อนฝูงคนรู้จัก ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือแม้แต่คนที่มาทำงานให้เรา เช่น แม่บ้าน ยาม ฯลฯ จะทำให้เขารู้สึกเป็นมิตร และอบอุ่นใจ ทำให้บรรยากาศในที่นั้นๆ ดีขึ้น

4.แบ่งปันน้ำใจไมตรี
สามารถ ทำได้ทุกที่และทุกเวลา เช่น ช่วยพ่อแม่จัดโต๊ะอาหาร ล้างถ้วยชาม ลุกให้เด็ก ผู้หญิงท้อง หรือคนแก่นั่ง ช่วยถือของหนักให้คนในรถเมล์ หยุดรถให้คนข้ามถนน หรือรถอื่นไปก่อน ช่วยแบ่งเบาภาระงาน ให้เพื่อนในที่ทำงาน เป็นต้น การให้ความช่วยเหลือเช่นนี้ เป็นการทำบุญด้วยการลดความเห็นแก่ตัวของเราลง และทำให้เราได้รับมิตรไมตรีสนองตอบกลับมาด้วย

5.ปลุกปลอบให้กำลังใจ
ช่วย แก้ไขปัญหา หลายๆครั้งที่เพื่อนฝูงญาติมิตรอาจประสบปัญหาชีวิต และเกิดความทุกข์ใจแสนสาหัส สิ่งที่ดีที่สุดคือ ความเป็นมิตรและถ้อยคำที่ปลุกปลอบให้กำลังใจ คำพูดดีๆ ที่มาจากใจ จะทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์ รู้สึกดีขึ้นและมีพลังที่ต่อสู้ชีวิตต่อไปได้


6.ให้คำชมด้วยความนิยมยินดี

การ กล่าวคำชื่นชมต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ย่อมจะทำให้ผู้รับคำชมรู้สึกปลาบปลื้มยินดี และมีความสุขได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เขาทำสำเร็จ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และจริงใจด้วย ดูอย่างตัวเราเองแค่วันไหน แต่งตัวสวย แล้วมีคนชม เราก็หน้าบานไปทั้งวันแล้ว เช่นเดียวกัน คนทุกคนล้วนอยากได้การยอมรับและคำชมทั้งนั้น เพราะคำชมจะเป็นการเสริมเพิ่มกำลังใจให้อยากทำดียิ่งๆ ขึ้นไป

7.แนะนำให้คำสอนที่ดี มีคุณค่า
ไม่ ว่าจะเราจะอยู่ในสถานภาพใด เช่น เป็นลูก เป็นพ่อแม่ ลูกน้อง เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมอาชีพ ฯลฯ หากเราจะมีเมตตา แนะนำในสิ่งที่ดี มีประโยชน์และคุณค่าต่อผู้อื่น หรือสอนในสิ่งที่เราชำนาญให้แก่ผู้อื่น ก็จะเป็นการช่วยเกื้อกูลสังคมให้ดียิ่งขึ้น และผลก็จะย้อนมาสู่ตัวเราผู้ทำด้วย เช่น สอนงานให้ลูกน้อง ต่อไป เมื่อเขาทำงานเป็น เราก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก และเขาก็จะรู้สึกขอบคุณเรา แนะวิธีออกกำลังกายให้พ่อแม่ ท่านก็แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย เราก็สบายใจ หรือแม้แต่การแนะนำให้ความรู้ที่เรามี หรือทราบมาแก่คนไม่รู้จัก อย่างแนะนำหมอ ยาดีๆ หรือธรรมะที่ดีแก่คนอื่น ทำให้เขาหายป่วยหรือรู้สึกดีขึ้น เขาก็จะอธิษฐานหรือให้พรเรา ทำให้เราพบแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต

8.การให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น
โดย ทั่วไปคนเรามักจะให้อภัยตัวเองง่าย และมีข้อแก้ตัวให้ตนต่างๆ นานา แต่ถ้าผู้อื่นผิดพลาดแล้ว เรามักเห็นเป็นเรื่องใหญ่ และตำหนิติเตียนไม่รู้จักแล้วจบ ดังนั้น เราจะต้องหัดมีเมตตา รู้จักให้อภัยต่อผู้อื่นให้ง่าย เหมือนให้อภัยแก่ตัวเราเอง เพราะการให้อภัย จะทำให้เราไม่ผูกใจเจ็บ ไม่อาฆาตมาดร้าย ไม่ก่อศัตรู แต่ทำให้จิตใจเราสงบเย็น เป็นฝึกจิตพื้นฐานอย่างหนึ่ง ที่จะนำไปสู่กุศลขั้นสูงอื่นๆ ต่อไป

9.ฝึกจิตให้สงบและสบาย ด้วยการทำสมาธิหรือสวดมนต์
การ ทำสมาธิ ฟังดูเหมือนยาก แต่จริงๆ เราทำได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือทำอะไรอยู่ เช่น กินข้าว อาบน้ำ ทำการบ้าน ทำงานบ้าน อ่านหนังสือ อยู่ที่ทำงาน หัวใจหลักคือให้เอาใจไปจดจ่อ ในสิ่งที่ทำเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราทำทุกอย่างได้ดีขึ้น เพราะไม่พะวักพะวน คิดหรือทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันอันทำให้ขาดสติ และทุกๆ คืนก่อนนอน ก็ควรสวดมนต์ไหว้พระที่เรานับถือ โดยอาจเลือกบทสวดสั้นๆ ที่เราชอบ เสร็จแล้วก็อย่าลืมแผ่เมตตาให้กับตัวเราเอง และผู้อื่นตามสมควร

ที่ กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเป็นการทำความดีที่ไม่ต้องใช้เงินเลย แต่สามารถปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยไม่ยากเย็นเข็ญใจจนเกินไป อีกทั้งปฏิบัติแล้วก็เป็นบุญกุศลที่จะเกื้อหนุนให้เรา และคนรอบตัวมีความสุข เพราะ "บุญ" ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ เครื่องชำระกาย ใจให้บริสุทธิ์ เป็นการทำประโยชน์ให้แก่ตัวเราเอง และผู้อื่น และยังช่วยลดกิเลส ความเศร้าหมองต่างๆ ได้ เริ่มทำแต่วันนี้เลยนะ เพราะมีคติที่ว่า

ที่มา:http://board.palungjit.com 

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

หลักการเป็นคนดี

หลักการเป็นคนดี มีอยู่เพียง 6 ข้อเท่านั้นที่จะทำให้คุณ "ดีได้จริงๆ"

1. ดีที่หู
รู้จักฟัง รู้จักเรียบเรียง ให้สมองได้ใช้งานบ่อยๆ

2. ดีที่หัน
ใครเรียก ใครทัก ก็หันไปทักทันทีด้วยคำที่สุภาพเรียบร้อย

3.ดีทุกท่าน
ทำตัวดีและมีกริยามารยาทกับผู้อื่นทุกที่ ทุกเวล

4. ดีทันเท่า
ต้องดีให้เท่าทันกับคนอื่นๆ แต่ดีในทีนี้หมายถึงเป็นคนมีนํ้าใจอย่างไม่น้อยหน้า

5. ดีไม่ห่างเหิน
เป็นคนดีแล้ว ก็จงดีต่อไป จงอย่าได้เปลี่ยนเส้นทางของตน

6. ดีหลายๆเท่า
อัพเกรดความดีของตัวคุณเอง เพื่อวิชั่นส์ของผู้ที่พบเจอคุณ
 
สุดท้ายอยากทิ้งไว้ว่า ถ้าคิด"ดี" ผลของมันก็จะ"ดี"ตาม
http://oreo-kun.exteen.com/20100124/entry

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข

การปฏิบัติของเรานั้น
เรามักจะคิด เรียกร้องธรรมะให้มาช่วยเรา
ที่ถูกแล้ว เราต้องช่วยเหลือตัวเอง
ต้องหมั่นพิจารณา.. โยนิโสมนสิการ
เราต้องน้อมเข้าไปหาธรรมะ
เอากาย วาจา จิต ไปละความชั่ว ทำความดี
พยายามชำระจิตใจให้สะอาด

ต้องพยายามใช้ปัญญามาพิจารณาดู คือโยนิโสมนสิการ
พยายามคิด พิจารณาดูอยู่อย่างนั้น
ทุกข์เกิดขึ้นเมื่อไร เราก็คิดผิด
เมื่อกระทบอารมณ์ เราก็ต้องรีบคิดดี พูดดี ทำดี
"
คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข"
ธรรมะข้อนี้ใครก็รู้จัก เราก็ได้ยินมาตั้งแต่เล็กๆ แต่ยังไม่ถึงใจ
ใจเราก็ยังคิดสกปรกอยู่
กระทบนิดเดียวก็คิดสารพัด
เห็นอะไร ได้ยินอะไร ก็เกิดน้อยใจ เสียใจ ไม่พอใจ ครุ่นคิดสารพัด
พยาบาท ปองร้าย สู้กัน ชนกันอยู่อย่างนั้น
ถ้าเราเข้าใจธรรมะนิดหน่อย

เอา คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข ตั้งไว้ที่หัวใจ
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตั้งขึ้นมา
ทุกข์เพราะคิดผิด
อย่าเชื่อความรู้สึกนึกคิด
อะไรก็ไม่แน่ ไม่แน่ ไม่แน่
ถ้าเรามีสติระลึกได้ เอาธรรมะเหล่านี้มากรองอยู่อย่างนั้น
การปฏิบัติก็ง่ายมาก
ถ้าเรายึดธรรมเหล่านี้มาเป็นหลักในการปฏิบัติ.. ก็ไม่มีอะไร
เห็นอะไร ได้ฟังอะไร อะไรกระทบอารมณ์ ใจก็สงบ
เราอาจจะเกิดความรู้สึกไม่พอใจ หรือทุกข์อาจจะเกิดขึ้นก็ได้
แต่จิตไม่ฟุ้งซ่าน จิตสงบได้ ทำใจสงบได้
แม้ยังรู้สึกเป็นทุกข์ เพราะเรายังมีกิเลส
บางครั้งเมื่อรู้สึกน้อยใจ เรารีบจับความรู้สึกที่หน้าอก
ความรู้สึกทางกายเกิด ใจก็ไม่พุ่งออกไปชนกับเขา
ไม่ดูถูก ดูหมิ่นใคร ไม่ต้องคิดอะไร

จับความรู้สึกทางกายนี่แหละ ที่หน้าอก
ความรู้สึกเป็นทุกข์ เราก็ต้องรู้จักว่า กิเลสกำลังเกิด
แล้วก็พิจารณาดูว่าไม่แน่ ความรู้สึกสักแต่ว่าความรู้สึก
เลยเป็นเรื่องเล็ก ไม่เป็นเรื่องใหญ่โต เพราะเราไม่ปรุงแต่ง
ถ้าเราทำได้อย่างนี้ เราก็ปฏิบัติถูก

สนับสนุนข้อคิดนานาสาระโดย: พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโกวัดป่าสุนันทวนาราม